ถูกทวงหนี้ต้องทำอย่างไร? รู้สิทธิลูกหนี้และกฎหมายทวงถามหนี้
Last updated: 6 Sept 2026
7 Views

ถูกทวงหนี้ต้องทำอย่างไร? รู้สิทธิลูกหนี้และวิธีรับมือการทวงถามหนี้อย่างถูกต้อง ⚖️
การเป็นหนี้ไม่ได้ทำให้บุคคลหนึ่งต้องสูญเสียศักดิ์ศรีหรือยอมรับการทวงถามหนี้ทุกรูปแบบ แม้เจ้าหนี้จะมีสิทธิติดตามให้ลูกหนี้ชำระหนี้ตามกฎหมาย แต่การทวงถามต้องอยู่ภายใต้ขอบเขตที่เหมาะสม ไม่ข่มขู่ ไม่ดูหมิ่น ไม่เปิดเผยข้อมูลหนี้โดยไม่มีเหตุอันสมควร และไม่ทำให้ลูกหนี้เข้าใจผิดเกี่ยวกับอำนาจหรือกระบวนการทางกฎหมาย
ดังนั้น เมื่อต้องเผชิญกับการ ทวงถามหนี้ ลูกหนี้ไม่ควรตื่นตระหนกหรือรีบยอมรับข้อกล่าวอ้างทั้งหมดทันที แต่ควรตั้งสติ ตรวจสอบข้อมูล เก็บหลักฐาน และพิจารณาว่าหนี้ดังกล่าวเกี่ยวข้องกับตนเองจริงหรือไม่
บทความนี้จะอธิบายเรื่อง สิทธิลูกหนี้ และวิธีรับมือเมื่อถูกทวงหนี้ด้วยภาษาที่เข้าใจง่าย เพื่อให้สามารถนำไปใช้เป็นแนวทางเบื้องต้นได้อย่างเหมาะสม
การถูกทวงหนี้ ไม่ได้แปลว่าต้องยอมรับว่าหนี้นั้นถูกต้องเสมอไป
เมื่อมีบุคคล บริษัท หรือสำนักงานติดตามหนี้ติดต่อเข้ามา สิ่งแรกที่ควรทำคือแยกให้ออกระหว่าง “การรับฟังข้อมูล” กับ “การยอมรับสภาพหนี้”
การรับสาย อ่านข้อความ หรือขอรายละเอียดเกี่ยวกับหนี้ ไม่ได้หมายความว่าลูกหนี้ยอมรับว่าตนเป็นหนี้ตามจำนวนที่ถูกเรียกร้องเสมอไป เพราะอาจมีประเด็นที่ต้องตรวจสอบอีกหลายอย่าง เช่น
หนี้นั้นเป็นของตนเองจริงหรือไม่
ผู้ติดต่อได้รับมอบอำนาจจากเจ้าหนี้หรือไม่
จำนวนเงินต้น ดอกเบี้ย ค่าปรับ และค่าใช้จ่ายถูกต้องหรือไม่
เคยมีการชำระเงินบางส่วนไปแล้วหรือไม่
หนี้ถูกโอนให้บุคคลหรือบริษัทอื่นแล้วหรือไม่
มีคำพิพากษาหรือเอกสารทางกฎหมายเกี่ยวข้องหรือไม่
สิทธิเรียกร้องนั้นขาดอายุความแล้วหรือไม่
ประเด็นเหล่านี้ต้องพิจารณาจากประเภทของหนี้ สัญญา หลักฐานการชำระเงิน และข้อเท็จจริงเฉพาะกรณี ลูกหนี้จึงไม่ควรรีบลงชื่อในหนังสือรับสภาพหนี้ หนังสือประนีประนอม หรือเอกสารอื่นใด หากยังไม่เข้าใจผลทางกฎหมายอย่างชัดเจน
ใครเป็นผู้มีสิทธิทวงถามหนี้?
ผู้ที่ติดต่อทวงหนี้อาจเป็นเจ้าหนี้โดยตรง ผู้รับมอบอำนาจจากเจ้าหนี้ ผู้ประกอบธุรกิจทวงถามหนี้ หรือผู้ที่ได้รับมอบหมายให้ดำเนินการแทน
เมื่อติดต่อกับลูกหนี้ ผู้ทวงถามหนี้ควรแสดงข้อมูลที่ทำให้ตรวจสอบตัวตนและที่มาของหนี้ได้ เช่น ชื่อและนามสกุล หน่วยงานหรือบริษัทที่สังกัด ชื่อเจ้าหนี้ และจำนวนหนี้ หากเป็นการติดต่อทวงถามต่อหน้า ผู้รับมอบอำนาจควรแสดงหลักฐานการมอบอำนาจด้วย ตามข้อมูลของธนาคารแห่งประเทศไทย
ดังนั้น เมื่อลูกหนี้ได้รับโทรศัพท์หรือข้อความเกี่ยวกับหนี้ สามารถสอบถามข้อมูลต่อไปนี้ได้อย่างสุภาพ
ผู้ติดต่อชื่อและนามสกุลอะไร
ติดต่อจากบริษัทหรือหน่วยงานใด
เป็นตัวแทนของเจ้าหนี้รายใด
หนี้เกิดจากสัญญาหรือรายการใด
ยอดเงินต้น ดอกเบี้ย และค่าใช้จ่ายมีจำนวนเท่าใด
สามารถส่งเอกสารรายละเอียดหนี้ให้ตรวจสอบได้หรือไม่
หากรับชำระเงิน ผู้ติดต่อมีอำนาจรับชำระและออกหลักฐานให้หรือไม่
หากอีกฝ่ายไม่ยอมให้ข้อมูล หรือเร่งรัดให้โอนเงินทันที ควรเพิ่มความระมัดระวังและตรวจสอบกับเจ้าหนี้โดยตรงผ่านช่องทางที่เชื่อถือได้ก่อนชำระเงิน
เวลาทวงถามหนี้และจำนวนครั้งที่เหมาะสม ⏰
การทวงถามหนี้ไม่ควรเกิดขึ้นตลอดเวลาโดยไม่คำนึงถึงความเป็นส่วนตัวของลูกหนี้ ตามข้อมูลของธนาคารแห่งประเทศไทย การติดต่อทวงถามโดยบุคคล โทรศัพท์ หรือสื่ออิเล็กทรอนิกส์ โดยทั่วไปต้องอยู่ภายในช่วงเวลาดังนี้
วันจันทร์ถึงวันศุกร์ เวลา 08.00–20.00 น.
วันหยุดราชการ เวลา 08.00–18.00 น.
โดยทั่วไปทวงถามได้ไม่เกินวันละ 1 ครั้ง ภายใต้หลักเกณฑ์และข้อยกเว้นที่กฎหมายกำหนด
การนับจำนวนครั้งต้องพิจารณาว่าลูกหนี้ได้รับทราบการทวงถามอย่างชัดเจนแล้วหรือไม่ เช่น รับโทรศัพท์และได้สนทนาเรื่องหนี้ หรือเปิดอ่านข้อความที่มีเนื้อหาทวงถามแล้ว รายละเอียดเกี่ยวกับเวลาและความถี่สามารถศึกษาเพิ่มเติมได้จากบทความเรื่องกฎหมายคุ้มครองสิทธิลูกหนี้ที่ถูกทวงหนี้เพียงใด ของธนาคารแห่งประเทศไทย
อย่างไรก็ตาม การวินิจฉัยว่าการติดต่อแต่ละครั้งนับเป็นการทวงถามตามกฎหมายหรือไม่ ต้องพิจารณารูปแบบการติดต่อและข้อเท็จจริงประกอบกัน
การทวงถามหนี้แบบใดอาจไม่เหมาะสมหรือผิดกฎหมาย?
แม้เจ้าหนี้จะมีสิทธิเรียกร้องให้ชำระหนี้ แต่ผู้ทวงถามหนี้ไม่ควรใช้วิธีการที่ละเมิดสิทธิหรือสร้างความเสียหายเกินสมควร
1. ข่มขู่หรือใช้ความรุนแรง
ผู้ทวงถามหนี้ไม่ควรข่มขู่ ใช้ความรุนแรง หรือกระทำการที่ทำให้เกิดความเสียหายแก่ร่างกาย ชื่อเสียง หรือทรัพย์สินของลูกหนี้หรือบุคคลอื่น
หากถ้อยคำหรือพฤติการณ์มีลักษณะคุกคามอย่างร้ายแรง นอกจากอาจฝ่าฝืนกฎหมายเกี่ยวกับการทวงถามหนี้แล้ว ยังอาจเกี่ยวข้องกับความผิดตามกฎหมายอื่นได้ด้วย ทั้งนี้ต้องพิจารณาข้อความ พฤติการณ์ และหลักฐานเป็นรายกรณี
2. ดูหมิ่นหรือใช้ถ้อยคำรุนแรง
การเป็นหนี้ไม่ได้เปิดโอกาสให้ผู้ทวงถามใช้คำหยาบ ดูหมิ่น เหยียดหยาม หรือทำให้ลูกหนี้ได้รับความอับอาย การติดตามหนี้ควรกระทำด้วยถ้อยคำสุภาพและให้เกียรติซึ่งกันและกัน
3. เปิดเผยข้อมูลหนี้แก่บุคคลอื่น
โดยหลัก ผู้ทวงถามหนี้ไม่ควรนำข้อมูลการเป็นหนี้ไปเปิดเผยต่อบุคคลที่ไม่เกี่ยวข้อง เช่น เพื่อนร่วมงาน เพื่อนบ้าน หรือบุคคลทั่วไป เพื่อประจานหรือกดดันลูกหนี้
กรณีจำเป็นต้องติดต่อบุคคลอื่นเพื่อตามหาช่องทางติดต่อลูกหนี้ การเปิดเผยข้อมูลก็ยังมีข้อจำกัด และไม่ควรบอกข้อมูลเกินกว่าที่กฎหมายอนุญาต ธนาคารแห่งประเทศไทยอธิบายหลักทั่วไปว่า ห้ามทวงถามกับบุคคลอื่นที่ไม่ใช่ลูกหนี้และห้ามเปิดเผยข้อมูลหนี้ เว้นแต่เป็นกรณีที่กฎหมายกำหนดไว้
4. ทำให้เข้าใจผิดว่าเป็นศาลหรือหน่วยงานของรัฐ
ผู้ทวงถามหนี้ไม่ควรใช้ข้อความ เอกสาร เครื่องหมาย หรือวิธีการที่ทำให้ลูกหนี้เข้าใจผิดว่าเป็นการดำเนินการของศาล เจ้าหน้าที่รัฐ สำนักงานกฎหมาย หรือบริษัทข้อมูลเครดิต ทั้งที่ไม่ใช่ความจริง
ตัวอย่างเช่น การใช้เอกสารที่จัดทำให้มีลักษณะคล้ายหมายศาล หรือกล่าวอ้างว่าทรัพย์สินจะถูกยึดทันที ทั้งที่ยังไม่มีการดำเนินกระบวนการตามกฎหมาย อาจเป็นการให้ข้อมูลที่ทำให้เกิดความเข้าใจผิดได้
5. เรียกเก็บเงินโดยไม่มีรายละเอียดชัดเจน
หากมีการเรียกเก็บค่าธรรมเนียม ค่าติดตาม หรือค่าใช้จ่ายอื่น ลูกหนี้ควรขอรายละเอียดและฐานในการเรียกเก็บ ไม่ควรโอนเงินเพียงเพราะได้รับแจ้งยอดผ่านโทรศัพท์หรือข้อความ โดยยังไม่ทราบว่าจำนวนเงินดังกล่าวคำนวณมาจากอะไร
เมื่อถูกทวงหนี้ ควรปฏิบัติอย่างไร?
การตั้งสติและจัดการอย่างเป็นระบบช่วยลดความเสี่ยงจากความผิดพลาดได้ ลูกหนี้สามารถดำเนินการเบื้องต้นดังนี้
ขั้นตอนที่ 1 ตรวจสอบตัวตนของผู้ทวงถาม
บันทึกชื่อผู้ติดต่อ ชื่อบริษัท หมายเลขโทรศัพท์ ชื่อเจ้าหนี้ และเลขอ้างอิงของบัญชีหนี้ หากได้รับข้อความจากบัญชีออนไลน์ ควรบันทึกชื่อบัญชีและช่องทางติดต่อไว้ด้วย
ขั้นตอนที่ 2 ขอเอกสารแสดงรายละเอียดหนี้
ควรขอเอกสารที่แสดงข้อมูลสำคัญ เช่น
สัญญาหรือที่มาของหนี้
ยอดเงินต้นคงเหลือ
ดอกเบี้ยและวิธีคำนวณ
ค่าปรับหรือค่าใช้จ่าย
ประวัติการชำระเงิน
หลักฐานการโอนสิทธิเรียกร้อง หากเจ้าหนี้เปลี่ยนราย
หลักฐานการมอบอำนาจของผู้ทวงถาม
การมีเอกสารช่วยให้ตรวจสอบได้ว่าหนี้และจำนวนเงินที่เรียกร้องถูกต้องหรือไม่
ขั้นตอนที่ 3 เก็บหลักฐานการติดต่อทุกครั้ง
หลักฐานที่ควรเก็บไว้ ได้แก่
หมายเลขโทรศัพท์ของผู้ติดต่อ
วันและเวลาที่โทรหรือส่งข้อความ
ภาพหน้าจอข้อความ
จดหมายหรือเอกสารที่ได้รับ
ชื่อบุคคลและหน่วยงานที่ติดต่อ
บันทึกรายละเอียดการสนทนา
หลักฐานเสียงเท่าที่สามารถเก็บได้โดยชอบและเหมาะสม
ควรเก็บไฟล์ต้นฉบับไว้ ไม่แก้ไขหรือตัดต่อ เพราะอาจจำเป็นต้องใช้ประกอบการร้องเรียนหรือดำเนินคดีในภายหลัง
ขั้นตอนที่ 4 อย่ารีบลงนามในเอกสาร
หนังสือรับสภาพหนี้ สัญญาประนีประนอม หรือข้อตกลงผ่อนชำระ อาจมีผลต่อสิทธิ หน้าที่ และการต่อสู้เรื่องอายุความ ลูกหนี้จึงควรอ่านทุกข้อความ ตรวจสอบจำนวนเงินและเงื่อนไขให้ครบถ้วนก่อนลงชื่อ
หากไม่เข้าใจข้อความบางส่วน ควรขอสำเนากลับมาตรวจสอบหรือปรึกษาทนายความก่อน
ขั้นตอนที่ 5 ชำระเงินผ่านช่องทางที่ตรวจสอบได้
หากตรวจสอบแล้วว่าเป็นหนี้จริงและประสงค์ชำระ ควรจ่ายผ่านช่องทางของเจ้าหนี้หรือช่องทางที่ได้รับการยืนยันอย่างเป็นทางการ ไม่ควรโอนเข้าบัญชีส่วนตัวที่ไม่สามารถตรวจสอบความเกี่ยวข้องได้
เมื่อชำระเงินแล้ว ควรขอใบเสร็จหรือหลักฐานรับชำระ ซึ่งผู้รับชำระที่ได้รับมอบอำนาจควรออกหลักฐานให้แก่ลูกหนี้
ถ้าหนี้ถูกต้อง แต่ยังไม่มีความสามารถชำระทั้งหมด ควรทำอย่างไร?
การรู้ สิทธิลูกหนี้ ไม่ได้หมายความว่าสามารถละเลยหนี้ที่มีอยู่จริง หากตรวจสอบแล้วพบว่าเป็นหนี้ของตนเอง แต่ยังไม่สามารถชำระทั้งหมดได้ ควรติดต่อเจ้าหนี้เพื่อเจรจาอย่างตรงไปตรงมา
แนวทางที่อาจเสนอในการเจรจา ได้แก่
ขอปรับจำนวนเงินผ่อนชำระให้เหมาะสมกับรายได้
ขอขยายระยะเวลาการชำระ
ขอปรับปรุงโครงสร้างหนี้
ขอพักชำระบางส่วนตามเงื่อนไขของเจ้าหนี้
ขอรายละเอียดการลดดอกเบี้ยหรือค่าปรับ
ขอให้ทำข้อตกลงเป็นลายลักษณ์อักษร
ก่อนทำข้อตกลงใหม่ ควรประเมินว่าตนสามารถปฏิบัติตามเงื่อนไขได้จริงหรือไม่ ไม่ควรตกลงจำนวนเงินที่สูงเกินความสามารถเพียงเพื่อให้การทวงถามยุติลงชั่วคราว
หากได้รับหมายศาล ต้องทำอย่างไร? ⚖️
หมายศาลแตกต่างจากจดหมายทวงถามทั่วไป หากได้รับหมายเรียกและสำเนาคำฟ้อง ไม่ควรเพิกเฉย เพราะอาจทำให้เสียโอกาสในการยื่นคำให้การ แสดงพยานหลักฐาน หรือเจรจาต่อหน้าศาล
ลูกหนี้ควรดำเนินการดังนี้
ตรวจสอบชื่อศาล หมายเลขคดี และวันนัด
อ่านข้อกล่าวหาและจำนวนเงินที่ถูกเรียกร้อง
รวบรวมสัญญา ใบเสร็จ หลักฐานโอนเงิน และข้อความที่เกี่ยวข้อง
ตรวจสอบกำหนดเวลาตามหมายศาล
ปรึกษาทนายความหรือหน่วยงานช่วยเหลือทางกฎหมายโดยเร็ว
ธนาคารแห่งประเทศไทยให้ข้อมูลว่า การไม่ไปศาลอาจทำให้ลูกหนี้เสียโอกาสในการต่อสู้หรือเจรจา และศาลอาจต้องพิจารณาจากข้อมูลของเจ้าหนี้ฝ่ายเดียว จึงไม่ควรเก็บหมายศาลไว้โดยไม่ดำเนินการใด ๆ
หากถูกทวงถามหนี้ไม่เหมาะสม ร้องเรียนได้ที่ใด?
หากพบว่าการทวงถามหนี้มีลักษณะข่มขู่ ดูหมิ่น เปิดเผยข้อมูล หรือฝ่าฝืนหลักเกณฑ์ ลูกหนี้ควรเก็บหลักฐานและสามารถติดต่อหน่วยงานที่เกี่ยวข้องได้ เช่น
คณะกรรมการกำกับการทวงถามหนี้
ที่ทำการปกครองจังหวัด
ที่ว่าการอำเภอ
สถานีตำรวจในพื้นที่
หน่วยงานกำกับดูแลเจ้าหนี้หรือผู้ให้บริการรายนั้น
ทนายความหรือหน่วยงานให้ความช่วยเหลือทางกฎหมาย
รายละเอียดช่องทางร้องเรียนที่เผยแพร่โดยธนาคารแห่งประเทศไทยสามารถตรวจสอบได้จากหัวข้อการติดตามทวงถามหนี้และช่องทางร้องเรียน
สรุป: เป็นหนี้ต้องรับผิดชอบ แต่การทวงหนี้ต้องเคารพกฎหมาย
หัวใจสำคัญคือ เจ้าหนี้มีสิทธิเรียกร้องให้ชำระหนี้ ส่วนลูกหนี้ก็มีสิทธิได้รับการทวงถามอย่างสุภาพ ถูกต้อง และไม่ละเมิดความเป็นส่วนตัว
เมื่อต้องเผชิญกับการ ทวงถามหนี้ ลูกหนี้ควรตั้งสติ ตรวจสอบตัวตนของผู้ติดต่อ ขอรายละเอียดหนี้ เก็บหลักฐาน และไม่รีบลงนามหรือชำระเงินหากยังไม่เข้าใจข้อมูลทั้งหมด
หากหนี้ถูกต้อง ควรหาทางเจรจาและชำระตามความสามารถ แต่หากไม่แน่ใจว่าหนี้เป็นของตนเอง จำนวนเงินไม่ถูกต้อง หรือพบพฤติกรรมการทวงถามที่ไม่เหมาะสม ควรนำเอกสารและหลักฐานไปปรึกษาทนายความ เพื่อประเมินแนวทางที่เหมาะสมกับข้อเท็จจริงของแต่ละกรณี
ปรึกษาปัญหาหนี้กับสำนักงานทนายความเชียงใหม่
️ Wisan Legal Services สำนักงานทนายความ จังหวัดเชียงใหม่ พร้อมให้คำปรึกษาเบื้องต้นเกี่ยวกับปัญหาหนี้ การทวงถามหนี้ สัญญากู้ยืม หนังสือรับสภาพหนี้ การเจรจาประนอมหนี้ และการดำเนินคดีเกี่ยวกับหนี้
สามารถทักข้อความเพื่อสอบถามรายละเอียดหรือนัดหมายปรึกษาทนายความได้
หมายเหตุ: บทความนี้จัดทำขึ้นเพื่อให้ความรู้ทั่วไป มิใช่คำปรึกษากฎหมายเฉพาะกรณี การใช้สิทธิและแนวทางดำเนินการอาจแตกต่างกันตามประเภทหนี้ สัญญา เอกสาร อายุความ และข้อเท็จจริงของแต่ละบุคคล
การเป็นหนี้ไม่ได้ทำให้บุคคลหนึ่งต้องสูญเสียศักดิ์ศรีหรือยอมรับการทวงถามหนี้ทุกรูปแบบ แม้เจ้าหนี้จะมีสิทธิติดตามให้ลูกหนี้ชำระหนี้ตามกฎหมาย แต่การทวงถามต้องอยู่ภายใต้ขอบเขตที่เหมาะสม ไม่ข่มขู่ ไม่ดูหมิ่น ไม่เปิดเผยข้อมูลหนี้โดยไม่มีเหตุอันสมควร และไม่ทำให้ลูกหนี้เข้าใจผิดเกี่ยวกับอำนาจหรือกระบวนการทางกฎหมาย
ดังนั้น เมื่อต้องเผชิญกับการ ทวงถามหนี้ ลูกหนี้ไม่ควรตื่นตระหนกหรือรีบยอมรับข้อกล่าวอ้างทั้งหมดทันที แต่ควรตั้งสติ ตรวจสอบข้อมูล เก็บหลักฐาน และพิจารณาว่าหนี้ดังกล่าวเกี่ยวข้องกับตนเองจริงหรือไม่
บทความนี้จะอธิบายเรื่อง สิทธิลูกหนี้ และวิธีรับมือเมื่อถูกทวงหนี้ด้วยภาษาที่เข้าใจง่าย เพื่อให้สามารถนำไปใช้เป็นแนวทางเบื้องต้นได้อย่างเหมาะสม
การถูกทวงหนี้ ไม่ได้แปลว่าต้องยอมรับว่าหนี้นั้นถูกต้องเสมอไป
เมื่อมีบุคคล บริษัท หรือสำนักงานติดตามหนี้ติดต่อเข้ามา สิ่งแรกที่ควรทำคือแยกให้ออกระหว่าง “การรับฟังข้อมูล” กับ “การยอมรับสภาพหนี้”
การรับสาย อ่านข้อความ หรือขอรายละเอียดเกี่ยวกับหนี้ ไม่ได้หมายความว่าลูกหนี้ยอมรับว่าตนเป็นหนี้ตามจำนวนที่ถูกเรียกร้องเสมอไป เพราะอาจมีประเด็นที่ต้องตรวจสอบอีกหลายอย่าง เช่น
หนี้นั้นเป็นของตนเองจริงหรือไม่
ผู้ติดต่อได้รับมอบอำนาจจากเจ้าหนี้หรือไม่
จำนวนเงินต้น ดอกเบี้ย ค่าปรับ และค่าใช้จ่ายถูกต้องหรือไม่
เคยมีการชำระเงินบางส่วนไปแล้วหรือไม่
หนี้ถูกโอนให้บุคคลหรือบริษัทอื่นแล้วหรือไม่
มีคำพิพากษาหรือเอกสารทางกฎหมายเกี่ยวข้องหรือไม่
สิทธิเรียกร้องนั้นขาดอายุความแล้วหรือไม่
ประเด็นเหล่านี้ต้องพิจารณาจากประเภทของหนี้ สัญญา หลักฐานการชำระเงิน และข้อเท็จจริงเฉพาะกรณี ลูกหนี้จึงไม่ควรรีบลงชื่อในหนังสือรับสภาพหนี้ หนังสือประนีประนอม หรือเอกสารอื่นใด หากยังไม่เข้าใจผลทางกฎหมายอย่างชัดเจน
ใครเป็นผู้มีสิทธิทวงถามหนี้?
ผู้ที่ติดต่อทวงหนี้อาจเป็นเจ้าหนี้โดยตรง ผู้รับมอบอำนาจจากเจ้าหนี้ ผู้ประกอบธุรกิจทวงถามหนี้ หรือผู้ที่ได้รับมอบหมายให้ดำเนินการแทน
เมื่อติดต่อกับลูกหนี้ ผู้ทวงถามหนี้ควรแสดงข้อมูลที่ทำให้ตรวจสอบตัวตนและที่มาของหนี้ได้ เช่น ชื่อและนามสกุล หน่วยงานหรือบริษัทที่สังกัด ชื่อเจ้าหนี้ และจำนวนหนี้ หากเป็นการติดต่อทวงถามต่อหน้า ผู้รับมอบอำนาจควรแสดงหลักฐานการมอบอำนาจด้วย ตามข้อมูลของธนาคารแห่งประเทศไทย
ดังนั้น เมื่อลูกหนี้ได้รับโทรศัพท์หรือข้อความเกี่ยวกับหนี้ สามารถสอบถามข้อมูลต่อไปนี้ได้อย่างสุภาพ
ผู้ติดต่อชื่อและนามสกุลอะไร
ติดต่อจากบริษัทหรือหน่วยงานใด
เป็นตัวแทนของเจ้าหนี้รายใด
หนี้เกิดจากสัญญาหรือรายการใด
ยอดเงินต้น ดอกเบี้ย และค่าใช้จ่ายมีจำนวนเท่าใด
สามารถส่งเอกสารรายละเอียดหนี้ให้ตรวจสอบได้หรือไม่
หากรับชำระเงิน ผู้ติดต่อมีอำนาจรับชำระและออกหลักฐานให้หรือไม่
หากอีกฝ่ายไม่ยอมให้ข้อมูล หรือเร่งรัดให้โอนเงินทันที ควรเพิ่มความระมัดระวังและตรวจสอบกับเจ้าหนี้โดยตรงผ่านช่องทางที่เชื่อถือได้ก่อนชำระเงิน
เวลาทวงถามหนี้และจำนวนครั้งที่เหมาะสม ⏰
การทวงถามหนี้ไม่ควรเกิดขึ้นตลอดเวลาโดยไม่คำนึงถึงความเป็นส่วนตัวของลูกหนี้ ตามข้อมูลของธนาคารแห่งประเทศไทย การติดต่อทวงถามโดยบุคคล โทรศัพท์ หรือสื่ออิเล็กทรอนิกส์ โดยทั่วไปต้องอยู่ภายในช่วงเวลาดังนี้
วันจันทร์ถึงวันศุกร์ เวลา 08.00–20.00 น.
วันหยุดราชการ เวลา 08.00–18.00 น.
โดยทั่วไปทวงถามได้ไม่เกินวันละ 1 ครั้ง ภายใต้หลักเกณฑ์และข้อยกเว้นที่กฎหมายกำหนด
การนับจำนวนครั้งต้องพิจารณาว่าลูกหนี้ได้รับทราบการทวงถามอย่างชัดเจนแล้วหรือไม่ เช่น รับโทรศัพท์และได้สนทนาเรื่องหนี้ หรือเปิดอ่านข้อความที่มีเนื้อหาทวงถามแล้ว รายละเอียดเกี่ยวกับเวลาและความถี่สามารถศึกษาเพิ่มเติมได้จากบทความเรื่องกฎหมายคุ้มครองสิทธิลูกหนี้ที่ถูกทวงหนี้เพียงใด ของธนาคารแห่งประเทศไทย
อย่างไรก็ตาม การวินิจฉัยว่าการติดต่อแต่ละครั้งนับเป็นการทวงถามตามกฎหมายหรือไม่ ต้องพิจารณารูปแบบการติดต่อและข้อเท็จจริงประกอบกัน
การทวงถามหนี้แบบใดอาจไม่เหมาะสมหรือผิดกฎหมาย?
แม้เจ้าหนี้จะมีสิทธิเรียกร้องให้ชำระหนี้ แต่ผู้ทวงถามหนี้ไม่ควรใช้วิธีการที่ละเมิดสิทธิหรือสร้างความเสียหายเกินสมควร
1. ข่มขู่หรือใช้ความรุนแรง
ผู้ทวงถามหนี้ไม่ควรข่มขู่ ใช้ความรุนแรง หรือกระทำการที่ทำให้เกิดความเสียหายแก่ร่างกาย ชื่อเสียง หรือทรัพย์สินของลูกหนี้หรือบุคคลอื่น
หากถ้อยคำหรือพฤติการณ์มีลักษณะคุกคามอย่างร้ายแรง นอกจากอาจฝ่าฝืนกฎหมายเกี่ยวกับการทวงถามหนี้แล้ว ยังอาจเกี่ยวข้องกับความผิดตามกฎหมายอื่นได้ด้วย ทั้งนี้ต้องพิจารณาข้อความ พฤติการณ์ และหลักฐานเป็นรายกรณี
2. ดูหมิ่นหรือใช้ถ้อยคำรุนแรง
การเป็นหนี้ไม่ได้เปิดโอกาสให้ผู้ทวงถามใช้คำหยาบ ดูหมิ่น เหยียดหยาม หรือทำให้ลูกหนี้ได้รับความอับอาย การติดตามหนี้ควรกระทำด้วยถ้อยคำสุภาพและให้เกียรติซึ่งกันและกัน
3. เปิดเผยข้อมูลหนี้แก่บุคคลอื่น
โดยหลัก ผู้ทวงถามหนี้ไม่ควรนำข้อมูลการเป็นหนี้ไปเปิดเผยต่อบุคคลที่ไม่เกี่ยวข้อง เช่น เพื่อนร่วมงาน เพื่อนบ้าน หรือบุคคลทั่วไป เพื่อประจานหรือกดดันลูกหนี้
กรณีจำเป็นต้องติดต่อบุคคลอื่นเพื่อตามหาช่องทางติดต่อลูกหนี้ การเปิดเผยข้อมูลก็ยังมีข้อจำกัด และไม่ควรบอกข้อมูลเกินกว่าที่กฎหมายอนุญาต ธนาคารแห่งประเทศไทยอธิบายหลักทั่วไปว่า ห้ามทวงถามกับบุคคลอื่นที่ไม่ใช่ลูกหนี้และห้ามเปิดเผยข้อมูลหนี้ เว้นแต่เป็นกรณีที่กฎหมายกำหนดไว้
4. ทำให้เข้าใจผิดว่าเป็นศาลหรือหน่วยงานของรัฐ
ผู้ทวงถามหนี้ไม่ควรใช้ข้อความ เอกสาร เครื่องหมาย หรือวิธีการที่ทำให้ลูกหนี้เข้าใจผิดว่าเป็นการดำเนินการของศาล เจ้าหน้าที่รัฐ สำนักงานกฎหมาย หรือบริษัทข้อมูลเครดิต ทั้งที่ไม่ใช่ความจริง
ตัวอย่างเช่น การใช้เอกสารที่จัดทำให้มีลักษณะคล้ายหมายศาล หรือกล่าวอ้างว่าทรัพย์สินจะถูกยึดทันที ทั้งที่ยังไม่มีการดำเนินกระบวนการตามกฎหมาย อาจเป็นการให้ข้อมูลที่ทำให้เกิดความเข้าใจผิดได้
5. เรียกเก็บเงินโดยไม่มีรายละเอียดชัดเจน
หากมีการเรียกเก็บค่าธรรมเนียม ค่าติดตาม หรือค่าใช้จ่ายอื่น ลูกหนี้ควรขอรายละเอียดและฐานในการเรียกเก็บ ไม่ควรโอนเงินเพียงเพราะได้รับแจ้งยอดผ่านโทรศัพท์หรือข้อความ โดยยังไม่ทราบว่าจำนวนเงินดังกล่าวคำนวณมาจากอะไร
เมื่อถูกทวงหนี้ ควรปฏิบัติอย่างไร?
การตั้งสติและจัดการอย่างเป็นระบบช่วยลดความเสี่ยงจากความผิดพลาดได้ ลูกหนี้สามารถดำเนินการเบื้องต้นดังนี้
ขั้นตอนที่ 1 ตรวจสอบตัวตนของผู้ทวงถาม
บันทึกชื่อผู้ติดต่อ ชื่อบริษัท หมายเลขโทรศัพท์ ชื่อเจ้าหนี้ และเลขอ้างอิงของบัญชีหนี้ หากได้รับข้อความจากบัญชีออนไลน์ ควรบันทึกชื่อบัญชีและช่องทางติดต่อไว้ด้วย
ขั้นตอนที่ 2 ขอเอกสารแสดงรายละเอียดหนี้
ควรขอเอกสารที่แสดงข้อมูลสำคัญ เช่น
สัญญาหรือที่มาของหนี้
ยอดเงินต้นคงเหลือ
ดอกเบี้ยและวิธีคำนวณ
ค่าปรับหรือค่าใช้จ่าย
ประวัติการชำระเงิน
หลักฐานการโอนสิทธิเรียกร้อง หากเจ้าหนี้เปลี่ยนราย
หลักฐานการมอบอำนาจของผู้ทวงถาม
การมีเอกสารช่วยให้ตรวจสอบได้ว่าหนี้และจำนวนเงินที่เรียกร้องถูกต้องหรือไม่
ขั้นตอนที่ 3 เก็บหลักฐานการติดต่อทุกครั้ง
หลักฐานที่ควรเก็บไว้ ได้แก่
หมายเลขโทรศัพท์ของผู้ติดต่อ
วันและเวลาที่โทรหรือส่งข้อความ
ภาพหน้าจอข้อความ
จดหมายหรือเอกสารที่ได้รับ
ชื่อบุคคลและหน่วยงานที่ติดต่อ
บันทึกรายละเอียดการสนทนา
หลักฐานเสียงเท่าที่สามารถเก็บได้โดยชอบและเหมาะสม
ควรเก็บไฟล์ต้นฉบับไว้ ไม่แก้ไขหรือตัดต่อ เพราะอาจจำเป็นต้องใช้ประกอบการร้องเรียนหรือดำเนินคดีในภายหลัง
ขั้นตอนที่ 4 อย่ารีบลงนามในเอกสาร
หนังสือรับสภาพหนี้ สัญญาประนีประนอม หรือข้อตกลงผ่อนชำระ อาจมีผลต่อสิทธิ หน้าที่ และการต่อสู้เรื่องอายุความ ลูกหนี้จึงควรอ่านทุกข้อความ ตรวจสอบจำนวนเงินและเงื่อนไขให้ครบถ้วนก่อนลงชื่อ
หากไม่เข้าใจข้อความบางส่วน ควรขอสำเนากลับมาตรวจสอบหรือปรึกษาทนายความก่อน
ขั้นตอนที่ 5 ชำระเงินผ่านช่องทางที่ตรวจสอบได้
หากตรวจสอบแล้วว่าเป็นหนี้จริงและประสงค์ชำระ ควรจ่ายผ่านช่องทางของเจ้าหนี้หรือช่องทางที่ได้รับการยืนยันอย่างเป็นทางการ ไม่ควรโอนเข้าบัญชีส่วนตัวที่ไม่สามารถตรวจสอบความเกี่ยวข้องได้
เมื่อชำระเงินแล้ว ควรขอใบเสร็จหรือหลักฐานรับชำระ ซึ่งผู้รับชำระที่ได้รับมอบอำนาจควรออกหลักฐานให้แก่ลูกหนี้
ถ้าหนี้ถูกต้อง แต่ยังไม่มีความสามารถชำระทั้งหมด ควรทำอย่างไร?
การรู้ สิทธิลูกหนี้ ไม่ได้หมายความว่าสามารถละเลยหนี้ที่มีอยู่จริง หากตรวจสอบแล้วพบว่าเป็นหนี้ของตนเอง แต่ยังไม่สามารถชำระทั้งหมดได้ ควรติดต่อเจ้าหนี้เพื่อเจรจาอย่างตรงไปตรงมา
แนวทางที่อาจเสนอในการเจรจา ได้แก่
ขอปรับจำนวนเงินผ่อนชำระให้เหมาะสมกับรายได้
ขอขยายระยะเวลาการชำระ
ขอปรับปรุงโครงสร้างหนี้
ขอพักชำระบางส่วนตามเงื่อนไขของเจ้าหนี้
ขอรายละเอียดการลดดอกเบี้ยหรือค่าปรับ
ขอให้ทำข้อตกลงเป็นลายลักษณ์อักษร
ก่อนทำข้อตกลงใหม่ ควรประเมินว่าตนสามารถปฏิบัติตามเงื่อนไขได้จริงหรือไม่ ไม่ควรตกลงจำนวนเงินที่สูงเกินความสามารถเพียงเพื่อให้การทวงถามยุติลงชั่วคราว
หากได้รับหมายศาล ต้องทำอย่างไร? ⚖️
หมายศาลแตกต่างจากจดหมายทวงถามทั่วไป หากได้รับหมายเรียกและสำเนาคำฟ้อง ไม่ควรเพิกเฉย เพราะอาจทำให้เสียโอกาสในการยื่นคำให้การ แสดงพยานหลักฐาน หรือเจรจาต่อหน้าศาล
ลูกหนี้ควรดำเนินการดังนี้
ตรวจสอบชื่อศาล หมายเลขคดี และวันนัด
อ่านข้อกล่าวหาและจำนวนเงินที่ถูกเรียกร้อง
รวบรวมสัญญา ใบเสร็จ หลักฐานโอนเงิน และข้อความที่เกี่ยวข้อง
ตรวจสอบกำหนดเวลาตามหมายศาล
ปรึกษาทนายความหรือหน่วยงานช่วยเหลือทางกฎหมายโดยเร็ว
ธนาคารแห่งประเทศไทยให้ข้อมูลว่า การไม่ไปศาลอาจทำให้ลูกหนี้เสียโอกาสในการต่อสู้หรือเจรจา และศาลอาจต้องพิจารณาจากข้อมูลของเจ้าหนี้ฝ่ายเดียว จึงไม่ควรเก็บหมายศาลไว้โดยไม่ดำเนินการใด ๆ
หากถูกทวงถามหนี้ไม่เหมาะสม ร้องเรียนได้ที่ใด?
หากพบว่าการทวงถามหนี้มีลักษณะข่มขู่ ดูหมิ่น เปิดเผยข้อมูล หรือฝ่าฝืนหลักเกณฑ์ ลูกหนี้ควรเก็บหลักฐานและสามารถติดต่อหน่วยงานที่เกี่ยวข้องได้ เช่น
คณะกรรมการกำกับการทวงถามหนี้
ที่ทำการปกครองจังหวัด
ที่ว่าการอำเภอ
สถานีตำรวจในพื้นที่
หน่วยงานกำกับดูแลเจ้าหนี้หรือผู้ให้บริการรายนั้น
ทนายความหรือหน่วยงานให้ความช่วยเหลือทางกฎหมาย
รายละเอียดช่องทางร้องเรียนที่เผยแพร่โดยธนาคารแห่งประเทศไทยสามารถตรวจสอบได้จากหัวข้อการติดตามทวงถามหนี้และช่องทางร้องเรียน
สรุป: เป็นหนี้ต้องรับผิดชอบ แต่การทวงหนี้ต้องเคารพกฎหมาย
หัวใจสำคัญคือ เจ้าหนี้มีสิทธิเรียกร้องให้ชำระหนี้ ส่วนลูกหนี้ก็มีสิทธิได้รับการทวงถามอย่างสุภาพ ถูกต้อง และไม่ละเมิดความเป็นส่วนตัว
เมื่อต้องเผชิญกับการ ทวงถามหนี้ ลูกหนี้ควรตั้งสติ ตรวจสอบตัวตนของผู้ติดต่อ ขอรายละเอียดหนี้ เก็บหลักฐาน และไม่รีบลงนามหรือชำระเงินหากยังไม่เข้าใจข้อมูลทั้งหมด
หากหนี้ถูกต้อง ควรหาทางเจรจาและชำระตามความสามารถ แต่หากไม่แน่ใจว่าหนี้เป็นของตนเอง จำนวนเงินไม่ถูกต้อง หรือพบพฤติกรรมการทวงถามที่ไม่เหมาะสม ควรนำเอกสารและหลักฐานไปปรึกษาทนายความ เพื่อประเมินแนวทางที่เหมาะสมกับข้อเท็จจริงของแต่ละกรณี
ปรึกษาปัญหาหนี้กับสำนักงานทนายความเชียงใหม่
️ Wisan Legal Services สำนักงานทนายความ จังหวัดเชียงใหม่ พร้อมให้คำปรึกษาเบื้องต้นเกี่ยวกับปัญหาหนี้ การทวงถามหนี้ สัญญากู้ยืม หนังสือรับสภาพหนี้ การเจรจาประนอมหนี้ และการดำเนินคดีเกี่ยวกับหนี้
สามารถทักข้อความเพื่อสอบถามรายละเอียดหรือนัดหมายปรึกษาทนายความได้
หมายเหตุ: บทความนี้จัดทำขึ้นเพื่อให้ความรู้ทั่วไป มิใช่คำปรึกษากฎหมายเฉพาะกรณี การใช้สิทธิและแนวทางดำเนินการอาจแตกต่างกันตามประเภทหนี้ สัญญา เอกสาร อายุความ และข้อเท็จจริงของแต่ละบุคคล
Related Content
การปรึกษาทนายความก่อนฟ้องคดีช่วยลดความเสี่ยง ประหยัดเวลา ค่าใช้จ่าย และเพิ่มโอกาสชนะคดี พร้อมคำแนะนำจากทนายมืออาชีพ
10 Jan 2026
Living in Thailand—whether you are visiting, staying long-term, working, or doing business—legal problems often arise from everyday issues: visa compliance, working without the proper authorization, online posts, drunk driving, or signing rental contracts without adequate protection
8 Jan 2026
อธิบายคดีอาญาอย่างเข้าใจง่าย สิทธิของผู้ต้องหาและผู้เสียหาย ขั้นตอนสำคัญ และเหตุผลที่ควรมีทนายคดีอาญาดูแลคดี
21 Feb 2026

Mr. Watcharapong Thipsukhum

Akapat Sayantana
