Share

การจัดการมรดก: ขั้นตอนตั้งผู้จัดการมรดก เอกสารที่ใช้ และข้อควรรู้ก่อนแบ่งทรัพย์

Last updated: 9 Feb 2026
26 Views
การจัดการมรดก คืออะไร? (และทำไม “ตั้งผู้จัดการมรดก” ถึงสำคัญ)
เวลามีคนในครอบครัวเสียชีวิต ทรัพย์สินจำนวนมาก “ยังโอนไม่ได้ทันที” แม้เราจะเป็นทายาทโดยธรรม เพราะในทางปฏิบัติการถอนเงิน โอนที่ดิน โอนรถ ปิดบัญชีธนาคาร หรือจัดการหนี้สิน มักต้องมี “ผู้มีอำนาจตามกฎหมาย” มาดำเนินการให้ครบกระบวนการ

หนึ่งในหัวใจของการจัดการมรดก คือ การตั้ง “ผู้จัดการมรดก” ซึ่งกฎหมายรับรองว่า ผู้จัดการมรดกอาจเป็นบุคคลที่ถูกตั้งไว้ในพินัยกรรม หรือถูกแต่งตั้งโดยคำสั่งศาล


ผู้จัดการมรดกทำหน้าที่อะไร?
โดยภาพรวม ผู้จัดการมรดกคือ “คนกลางตามกฎหมาย” ที่เข้ามา

รวบรวม/ดูแลทรัพย์มรดก (เช่น เงินฝาก บ้าน ที่ดิน รถ หุ้น)
จัดทำรายการทรัพย์/ดำเนินการโอนทรัพย์ตามขั้นตอน
จัดการหนี้สินของเจ้ามรดกให้ถูกต้องก่อนแบ่งทรัพย์
แบ่งปันทรัพย์มรดกให้ทายาท/ผู้รับพินัยกรรมตามสิทธิ
มองง่าย ๆ: ก่อนจะแบ่ง ต้อง “จัดการให้เคลียร์” ทั้งเรื่องเอกสาร ทรัพย์ หนี้ และขั้นตอนทางราชการ

กรณีไหน “ควร” ตั้งผู้จัดการมรดก?
โดยประสบการณ์งานมรดกในชีวิตจริง มักจำเป็น/ควรทำเมื่อมีสถานการณ์เหล่านี้:

มีทรัพย์สินต้องโอน เช่น ที่ดิน รถ เงินฝาก ธุรกรรมกับธนาคาร
ทายาทหลายคน และต้องการคนดำเนินการแทนทั้งหมด
มีหนี้สินค้างชำระ/ภาระผูกพันที่ต้องปิดบัญชี
มีข้อพิพาทหรือความไม่ลงรอยกันในครอบครัว (ยิ่งควรทำให้เป็นระบบ)
มีพินัยกรรม และต้องการให้การปฏิบัติตามพินัยกรรมเดินหน้าอย่างถูกต้อง

ขั้นตอนการจัดการมรดกแบบเป็นระบบ (อ่านจบเห็นภาพ)
ขั้นที่ 1: รวบรวมข้อมูล “คน” และ “ทรัพย์”
เช็กลิสต์เบื้องต้น:

เจ้าของมรดกเสียชีวิตแล้ว (มีมรณบัตร)
ใครเป็นทายาท/ผู้เกี่ยวข้องบ้าง (ผังเครือญาติช่วยมาก)
ทรัพย์สินมีอะไร อยู่ที่ไหน ใครถือเอกสาร
หนี้สิน/ภาระต่าง ๆ มีอะไรบ้าง
ทิป: ทำ “ตารางทรัพย์มรดก” แยกประเภท (เงินฝาก/อสังหาฯ/รถ/หุ้น/อื่น ๆ) จะช่วยให้คุยกันง่ายและลดข้อโต้แย้ง


ขั้นที่ 2: เตรียมเอกสารสำหรับการยื่นคำร้องตั้งผู้จัดการมรดก
โดยทั่วไปเอกสารที่มักถูกขอ (อาจแตกต่างตามข้อเท็จจริงของแต่ละครอบครัว) เช่น

สำเนาบัตรประชาชน/ทะเบียนบ้านของผู้ร้อง
ใบมรณบัตร และทะเบียนบ้านผู้ตาย
หลักฐานความสัมพันธ์ (เช่น สูติบัตร/ทะเบียนสมรส/เอกสารเปลี่ยนชื่อ-สกุล)
หนังสือยินยอมจากทายาทอื่น (กรณีมี) หรือเอกสารเกี่ยวกับทายาทคนอื่น ๆ
เอกสารทรัพย์ (เช่น โฉนด, เล่มรถ, รายการบัญชี/หลักฐานธนาคาร)
แหล่งที่สรุป “รายการเอกสารที่ระบบมักให้แนบ” (โดยเฉพาะเมื่อยื่นทางระบบ) มักระบุชุดเอกสารลักษณะนี้ไว้ เช่น ทะเบียนบ้านผู้ร้อง/ใบมรณบัตร/ทะเบียนบ้านผู้ตาย/ใบสำคัญสมรส/หนังสือมอบอำนาจ ฯลฯ


ขั้นที่ 3: ยื่นคำร้องต่อศาลเพื่อให้ศาลตั้งผู้จัดการมรดก
เมื่อยื่นคำร้องและศาลพิจารณาแล้ว หากเห็นสมควร ศาลจะมีคำสั่งแต่งตั้งผู้จัดการมรดกตามคำร้อง/ตามพินัยกรรม (แล้วแต่กรณี) ซึ่งเป็นจุดสำคัญเพราะหลังจากนั้น ผู้จัดการมรดกจึงนำคำสั่งศาลไปใช้ติดต่อหน่วยงานต่าง ๆ ได้

ปัจจุบันศาลยุติธรรมมีช่องทาง e-Filing สำหรับประชาชน ในบางกรณี/ตามเงื่อนไขที่กำหนด (ช่วยลดการเดินทางและจัดการเอกสารได้เป็นระบบ)


ขั้นที่ 4: จัดการทรัพย์–หนี้–การโอน และ “ปิดงานให้จบ”
หลังได้คำสั่งศาลแล้ว งานหลักจะเป็น:

ติดต่อธนาคาร/หน่วยงาน เพื่อรวบรวมทรัพย์เข้ากระบวนการ
ชำระหนี้/ภาระของกองมรดกให้ถูกต้อง
โอนทรัพย์ให้ทายาทตามส่วน/ตามพินัยกรรม
ทำบัญชี/รายงานการจัดการ (ตามที่กฎหมาย/ศาลกำหนด)
มีบทบัญญัติที่พูดถึงกรอบเวลาการทำรายงาน/การจัดการให้แล้วเสร็จภายในระยะเวลาหนึ่ง (เว้นแต่มีการกำหนดเป็นอย่างอื่น) ซึ่งในทางปฏิบัติควรวางแผนตั้งแต่ต้นเพื่อไม่ให้เรื่องค้างยาว

เรื่องภาษีที่ควรรู้ (ภาษีการรับมรดก)
หลายครอบครัวกังวลเรื่อง “ภาษีมรดก” สรุปภาพใหญ่ตามข้อมูลทางราชการ:

หากมูลค่ามรดกสุทธิ เกิน 100 ล้านบาท จึงเข้าเกณฑ์เสียภาษี (เสียเฉพาะ “ส่วนที่เกิน”)
อัตราภาษีโดยทั่วไป 10% แต่ถ้าผู้รับเป็น บุพการีหรือผู้สืบสันดาน จะเป็น 5%
คู่สมรส ได้รับยกเว้นตามเงื่อนไขที่กฎหมายกำหนด
มีกำหนดเวลายื่นแบบและชำระภาษี ภายใน 150 วันนับแต่วันที่ได้รับมรดก (รายละเอียดและเงื่อนไขดูตามกรณี)
หมายเหตุ: เคสจริงอาจมีรายละเอียดเรื่อง “มูลค่าประเมิน/หนี้ที่หักได้/ทรัพย์ใน-นอกประเทศ/ผู้รับหลายคน” ควรให้ผู้เชี่ยวชาญช่วยตรวจก่อนยื่น

ปัญหาคลาสสิกที่ทำให้ “มรดกยืดเยื้อ” (และควรป้องกันตั้งแต่ต้น)
คุยกันไม่ชัดเรื่องทรัพย์: ไม่ทำรายการทรัพย์/เอกสารไม่ครบ → กลายเป็นข้อโต้แย้ง
ทายาทไม่ยินยอม/ไม่ร่วมมือ: ยิ่งปล่อยยิ่งยาก ควรทำขั้นตอนศาลให้ชัด
ถอนเงิน/โอนทรัพย์ก่อนเคลียร์สิทธิ: เสี่ยงพิพาทและคดีตามมา
ลืมมิติ “หนี้สิน”: แบ่งทรัพย์เร็วเกินไปโดยไม่กันส่วนชำระหนี้
ไม่วางแผนภาษี/ค่าธรรมเนียมการโอน: ทำให้ตอนท้ายเจอค่าใช้จ่ายก้อนใหญ่

FAQ คำถามที่พบบ่อย
Q1: ไม่มีพินัยกรรม ทำได้ไหม?
ทำได้ โดยทายาทยื่นศาลขอตั้งผู้จัดการมรดกได้ (ศาลเป็นผู้แต่งตั้งตามที่เห็นสมควร)

Q2: ทายาทหลายคน ต้องตั้งหลายคนได้ไหม?
ทำได้ในทางปฏิบัติ ขึ้นกับข้อเท็จจริงและดุลพินิจศาล/ความเหมาะสมของการบริหารจัดการ

Q3: ทำไมธนาคารถึงไม่ให้ถอนเงิน ทั้งที่เป็นลูก/คู่สมรส?
เพราะธนาคารต้องการ “หลักฐานอำนาจ” ที่ชัดเจน (มักเป็นคำสั่งศาลตั้งผู้จัดการมรดก) เพื่อป้องกันข้อพิพาทภายหลัง

Q4: ต้องใช้เอกสารอะไรแน่ ๆ?
แกนหลักมักหนีไม่พ้น มรณบัตร + เอกสารยืนยันตัวตน + เอกสารยืนยันความสัมพันธ์ + เอกสารทรัพย์ (และกรณีมีทายาทหลายคน มักมีเอกสารยินยอม/ผังเครือญาติ)

Q5: อยากให้จบไว ควรเริ่มจากอะไร?
เริ่มจาก “ทำรายการทรัพย์ + รวบรวมเอกสารความสัมพันธ์” ให้ครบ แล้วค่อยกำหนดแนวทางผู้จัดการมรดก (คนเดียว/ร่วมกัน) และวางไทม์ไลน์การโอน


สรุป
การจัดการมรดกที่ดีไม่ใช่แค่ “แบ่งทรัพย์” แต่คือการทำให้ สิทธิ–เอกสาร–ทรัพย์–หนี้–ภาษี เดินไปในทิศทางเดียวกันอย่างถูกต้อง การตั้งผู้จัดการมรดกจึงเป็นจุดเริ่มที่ช่วยให้ทุกอย่าง “มีคนรับผิดชอบและทำงานแทนกองมรดก” ตามกฎหมาย

Related Content
ปรึกษาทนายความก่อนฟ้องคดี ดีกว่าอย่างไร? ป้องกันความเสี่ยงทางกฎหมาย
การปรึกษาทนายความก่อนฟ้องคดีช่วยลดความเสี่ยง ประหยัดเวลา ค่าใช้จ่าย และเพิ่มโอกาสชนะคดี พร้อมคำแนะนำจากทนายมืออาชีพ
S__12918806.jpg Mr. Watcharapong Thipsukhum
10 Jan 2026
What Is a Lawyer and How to Choose the Right Lawyer for Your Case
Learn what a lawyer does and how to choose the right law firm for civil, criminal, family, or business cases in Thailand.
S__12918807.jpg Akapat Sayantana
7 Jan 2026
คดีแพ่ง vs คดีอาญา แตกต่างกันอย่างไร? เข้าใจให้ชัดก่อนดำเนินคดี
คดีแพ่งและคดีอาญาแตกต่างกันอย่างไร ใครเป็นคู่ความ โทษคืออะไร ควรใช้ทนายแบบไหน บทสรุปเข้าใจง่ายจาก WISAN LAW FIRM
S__12918808.jpg Mr. Sirapong Narathittrakul
17 Jan 2026
This website uses cookies for best user experience, to find out more you can go to our Privacy Policy and Cookies Policy
Compare product
0/4
Remove all
Compare
Powered By MakeWebEasy Logo MakeWebEasy